
มีคนบอกลุงตี่ว่าอยากเรียนอะไรสักอย่าง แต่กว่าจะจบก็อายุสี่สิบแล้ว มันสายไปไหม
ลุงตี่ถามกลับว่า แล้วถ้าไม่เรียน อีกสี่ปีคุณอายุเท่าไหร่ คำตอบก็สี่สิบเหมือนกันครับ ต่างกันแค่ว่าจะสี่สิบแบบมีสิ่งนั้นติดตัว หรือสี่สิบแบบที่ยังนั่งเสียดายอยู่
เวลาผ่านไปเท่ากันไม่ว่าเราจะทำอะไรหรือไม่ทำ นี่คือข้อเท็จจริงข้อเดียวที่ทำให้คำถามเรื่องสายเกินไปหมดความหมาย
คนที่บอกว่าแก่เกินไป ส่วนใหญ่ไม่ได้กลัวอายุ แต่กลัวการเป็นมือใหม่ต่อหน้าคนอื่น กลัวว่าจะดูงี่เง่าตอนทำอะไรไม่เป็น
ตอนอายุยี่สิบเราไม่แคร์ เพราะทุกคนก็ไม่เป็นเหมือนกัน แต่พอสี่สิบแล้วยังนับหนึ่งใหม่ มันรู้สึกเปลือย ลุงตี่เข้าใจความรู้สึกนี้ดี
ความจริงที่ปลดล็อกได้เยอะคือ คนอื่นเขายุ่งกับชีวิตตัวเองมากเกินกว่าจะมานั่งตัดสินว่าเราเริ่มช้า คนที่จ้องเราอยู่ทั้งวันมีอยู่คนเดียวคือตัวเราเอง
ไม่ต้องบอกใครว่าจะเปลี่ยนชีวิต ไม่ต้องโพสต์ ไม่ต้องลาออกก่อน เริ่มเงียบๆ วันละนิดในเวลาที่มี
การประกาศทำให้เราได้ความรู้สึกดีล่วงหน้าโดยยังไม่ได้ทำอะไร แล้วพอความรู้สึกนั้นหมด แรงที่จะทำจริงก็หมดตามไปด้วย เก็บไว้ให้คนอื่นเห็นตอนที่มันเป็นแล้วดีกว่า
หลายคนไม่กล้าเริ่มเพราะรู้สึกว่าถ้าเริ่มตอนนี้ เท่ากับยอมรับว่าสิบปีที่ผ่านมาเสียเปล่า เลยเลือกทำต่อไปทั้งที่รู้ว่าไม่ใช่
สิบปีนั้นมันผ่านไปแล้วครับ จะเริ่มหรือไม่เริ่มมันก็ไม่กลับมา การทนต่ออีกสิบปีไม่ได้ทำให้สิบปีแรกคุ้มขึ้น มีแต่จะทำให้เสียเพิ่มเป็นยี่สิบ
เลิกถามว่าสายไปไหม แล้วถามว่าอีกห้าปีอยากตื่นมาเป็นใคร แล้วเดินไปทางนั้นวันละนิด อายุจะเพิ่มขึ้นเท่ากันอยู่แล้ว เลือกได้แค่ว่าจะเพิ่มไปพร้อมกับอะไร
ผู้เขียน E-Book พัฒนาตัวเอง เล่าเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย จากประสบการณ์จริง
กรุณา เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น
เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!
ไม่มีบทความที่เกี่ยวข้อง
ดูบทความทั้งหมด